095 789 5245 odesignlogo@gmail.com

     1. เลือกรูปหรือวิดีโอให้โดดเด่น

รูปภาพหรือวิดีโอเป็นสิ่งที่สำคัญอันดับ 1 ของการลงโฆษณาใน Facebook เพราะเป็นสิ่งแรกที่จะทำให้คนสะดุดหรือสนใจโฆษณา ด้วยจิตวิทยาของคนส่วนใหญ่มักจะมองรูปภาพเป็นสิ่งแรกและแค่เสี้ยววินาทีจะทำให้คนคนนั้นสนใจหรือไม่สนใจรายละเอียดและเนื้อหาของโฆษณา ถ้ารูปภาพดึงดูดใจก็มีโอกาสสูงที่โฆษณาจะประสบความสำเร็จ และตรงกันข้ามถ้ารูปภาพนั้นไม่โดนก็ไม่ต้องพูดถึงว่าโฆษณาจะได้รับความสนใจหรือไม่

     2. ทำวิดีโอให้ยอดปังๆ

การทำวิดีโอปังๆ ซักตัวนั่นเอง อย่างที่เรารู้ๆกัน ถ้าเราใช้วิธีลงโฆษณาแบบวิดีโอ จะมีราคาถูกมากๆ ต่อการดู 1วิว อยู่ที่ 0.02สตางค์ ต่อคนดู1ครั้ง ถูกที่สุดในบรรดาโฆษณาแบบอื่น และถ้าคุณมีสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าอยู่แล้ว ถ้าหากคุณ ลงโฆษณาแบบวิดีโอ มันจะปังมาก เน้นเวลาลงโฆษณาแบบวิดีโอก็คือ 1.ปกต้องดึงดูด ตัวปกหรือเราเรียกว่า Cover คนเห็นต้องหยุดดูทันที 2.เนื้อหาในวีดีโอต้องสื่อให้เห็นได้แม้ไม่เปิดเสียง เพราะอย่างที่เราทราบ บางคนใช้สมาร์ทโฟน ไม่ได้เปิดลำโพงตลอดเวลา ถ้าดูวีดีโอแล้วต้องอาศัยเสียงเราในการบรรยายลูกค้าที่ไม่ได้ยินก็จะไม่เข้าใจวีดีโอของเรานั่นเอง ทำให้เราเสียเงินลงโฆษณาฟรีๆ ลองปรับแต่งดูครับ รับรองไม่ปัง

     3. ตั้งเป้าหมายให้หลากหลาย

การลงโฆษณาในช่วงแรกเป็นการเรียนรู้ เราต้องรู้ก่อนว่าเป็นเป้าหมายของสินค้าเราคือใคร ใครบ้างที่จะมาซื้อสินค้าเรา หากเราเลือกกลุ่มเป้าหมายไม่ดีหรือไม่ตรงกับสินค้า มีแต่เสียเงินอย่างเดียว ขาดทุนแน่นอน

ตัวอย่าง สินค้าของเราคือกางเกงยีนส์ ซึ่งมีวัยรุ่นเป็นกลุ่มเป้าหมาย เวลาลงโฆษณา Facebook  เราก็เปิดแคมเปญขึ้นมา 1 แคมเปญ โดยกำหนดช่วงอายุของกลุ่มเป้าหมายเป็น อายุตั้งแต่ 18-25 ปี คนซื้อมีทั้งผู้ชายและผู้หญิง แล้วกำหนด Interest เป็นคนชอบชอบปิงและชอบแฟชั่น ฟังแล้วก็ดูดี ใช่ไหมครับ กลุ่มเป้าหมายก็ดูถูกต้องดีนี่นา แต่ตรงกันข้ามครับ การลงโฆษณาแบบเปิดเป็นแคมเปญเดียวแบบนี้ กลับทำให้เราจ่ายแพงกว่าเหตุ ที่ถูกต้องจริงๆ เราควรจะแตกแคมเปญออกเป็นแคมเปญย่อยๆ แบบนี้ครับ

แคมเปญ 1 : ผู้ชาย อายุ 18 ปี สนใจชอบปิง

แคมเปญ 2 : ผู้ชาย อายุ 18 ปี สนใจแฟชั่น

แคมเปญ 3 : ผู้หญิง อายุ 18 ปี สนใจชอบปิง

แคมเปญ 4 : ผู้หญิงอายุ 18 ปี สนใจแฟชั่น

แคมเปญ 5 : ผู้ชายอายุ 19 ปี สนใจชอบปิง

ขออนุญาตไม่เขียนหมดนะครับ เพราะมันจะเยอะมาก แต่โดยหลักการแล้วจากกลุ่มเป้าหมายที่เราสนใจในตอนแรกคือ อายุตั้งแต่ 18-25 ปี มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง และ มี Interest เป็นคนชอบชอบปิงและชอบแฟชั่น สามารถแยกย่อยเป็นแคมเปญได้ถึง 8 x 2 x 2 = 32 แคมเปญเลยทีเดียว

ถามว่าทำไมต้องแตกย่อยเป็นแคมเปญมากมายขนาดนี้ คำตอบคือ ยิ่งเราซอยแคมเปญของเราแยกย่อยลงไปเท่าไหร่ โอกาสที่แคมเปญย่อยของเราจะไปชนกับคู่แข่งก็จะน้อยลงครับ

     4. อย่าเน้นขายของอย่างเดียว

ลงโฆษณาอย่าเน้นแต่ขายของอย่างเดียวให้ความรู้ในตัวสินค้าไปด้วยหรือบทความที่มีประโยชน์กับลูกค้า ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าเราเป็นกูรูเชี่ยวชาญด้านสินค้า ให้คำแนะนำที่ดีกับลูกค้าได้ และถามมาตอบได้หมด และที่สำคัญคือทำตัวเสมือนเพื่อนที่มอบแต่สิ่งดีๆ ให้ลูกค้าไม่ใช่แต่จะคอยหยิบเงินจากกระเป๋าลูกค้าตลอด สิ่งเหล่านี้ให้สร้างเป็นประจำหรือแม้แต่โฆษณาก็ให้แทรกเกร็ดความรู้เข้าไปด้วยเสมอ การตลาดทุกวันนี้จะเน้นให้ความรู้ควบคู่ไปด้วยแนะนำสาระต่างๆ สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าจดจำเราได้และมีโอกาสที่ลูกค้าจะบอกต่อและกลับมาซื้อสินค้าเราอีก

     5. ยอด share comment click inbox

4 อย่างนี้ คือตัวที่ส่งผลให้โฆษณาประสบความสำเร็จ เพจแต่ละเพจจะถูก Facebook ให้คะแนนไว้แล้ว ซึ่งเราเรียกว่า เครดิตเพจ ถ้าเครดิตเพจของคุณดี การลงโฆษณา Facebook มันจะดีไปด้วย เพราะฉะนั้น 4 อย่างนี้ มีผลอย่างมากที่จะส่งเสริมให้เครดิตเพจของเราดี
ดียังไง เช่น ถ้าหากคุณจะลงโฆษณาโปรโมทโพส แล้วมีคนคอมเม้นต์เยอะ คนคลิกในโฆษณาเยอะ มีคนแชร์เยอะ Facebook จะมองว่าโฆษณาชิ้นนั้นเป็นคอนเท้นต์ที่มีคุณภาพ คะแนนเครดิตก็จะเพิ่มขึ้น ยิ่งส่งผลต่อการเข้าถึงผู้คนมากนั่นเอง เพราะฉะนั้นหลักการที่จะทำให้โฆษณา ประสบความสำเร็จคือ 1.ทำให้ Facebook ชอบเพื่อที่จะส่งโฆษณาเราให้เข้าถึงเยอะ 2.ทำให้กลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าเราชอบ เพื่อที่จะเกิดการ แชร์ คอมเม้นต์ อินบอค และคลิก ตัดสินใจซื้อสินค้ากับเรานั่นเอง